คุณค่าด้านการศึกษา

                                                                  
ภาระหน้าที่ด้านการศึกษาของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ นั้น
มีทั้งหน้าที่ในส่วนของวัดและ หน้าที่ในส่วนของคณะสงฆ์
หน้าที่ทางการศึกษาที่เป็นส่วนของวัด เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ก็ทรงเริ่มทำหน้าที่นี้ มาตั้งแต่ทรงเป็นพระเปรียญ คือ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกนักธรรมและแผนกบาลี เป็นผู้อำนวยการศึกษาสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร ดังกล่าวแล้วในตอนต้น
เมื่อทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร นับแต่ พ.ศ.๒๕๐๔ เป็นต้นมาก็ทรงมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น คือการอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรในฐานะทรงเป็นพระอุปัชฌาย์อาจารย์ และทรงอบรมสั่งสอนอุบาสกอุบาสิกา ในฐานะที่ทรงเป็นเจ้าอาวาสหรืออธิบดีแห่งพระอารามการอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณร ในฐานะที่ทรงเป็นพระอุปัชฌายอาจารย์นั้น เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบกันมา ในวัดบวรนิเวศวิหาร แต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังทรงผนวชอยู่และทรงเป็นเจ้าอาวาส วัดบวรนิเวศวิหารกล่าวคือพระอุปัชฌาย์อาจารย์ มีหน้าที่ต้องอบรมสั่งสอนศิษย์ของตน (ที่เรียกว่าสิทธิวิหาริก อันเตวาสิก) ให้มีความรู้ความเข้าใจ ในพระ ๑๕ ธรรมวินัยทั้งในด้านปริยัติและด้านปฏิบัติ ในด้านปริยัติ คืออบรมสั่งสอนให้มีความรู้ ความเข้าใจ ในพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาในด้านปฏิบัติ คือแนะนำและฝึกหัด ให้รู้จักปฏิบัติสมาธิกรรมฐานเพื่อรักษาและขัดเกลาจิตใจจากกิเลส
ในยุคที่เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเป็นเจ้าอาวาส ก็ได้ทรงปฏิบัติหน้าที่นี้ต่อเนื่องมาโดยตลอดกล่าวคือ ในช่วงเข้าพรรษา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีภิกษุสามเณรบวชใหม่จำนวนมาก เจ้าพระคุณสมเด็จฯทรงให้การอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรใหม่ในเวลา ๑๓.๐๐ น. เป็นประจำทุกวัน ๆ ละประมาณ ๑ ชั่วโมงนับเป็นการให้การศึกษาด้านปริยัติ ในวันพระและวันหลังวันพระทรงให้การอบรม เรื่องการฝึกปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน ในเวลา ๑๙.๐๐ น. ทรงบรรยายธรรมที่เป็นการให้แนว ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานพอสมควรแก่เวลาแล้ว ทรงนำฝึกนั่งปฏิบัติสมาธิกรรมฐานคราวละประมาณ ๑๕-๒๐นาที นับเป็นการให้การศึกษาด้านปฏิบัติ
  สำหรับการอบรมสั่งสอนเรื่องการฝึกปฏิบัติสมาธิกรรมฐานนั้น มีสอนตลอดทั้งปีไม่ได้จำกัดเฉพาะในพรรษาเท่านั้นและเปิดโอกาสให้ อุบาสกอุบาสิกาผู้สนใจทั่วไปเข้าร่วม ฟังและร่วม ฝึกปฏิบัติด้วย จึงมีผู้เข้ารับการอบรมทั้งภิกษุสามเณร และอุบาสกอุบาสิกา แต่ละครั้งจำนวนเป็นร้อย โดยเฉพาะในช่วงเข้าพรรษาการปฏิบัติภารกิจที่นับว่าเป็นการ ให้การศึกษาพระพุทธศาสนาแก่คนทั่วไป อีกอย่างหนึ่งก็คือการเทศน์ในพระอุโบสถ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงปฏิบัติเป็นกิจวัตรคือ การเทศน์ในพระอุโบสถทุกวันพระขึ้น/แรม ๑๕ ค่ำ คือเดือนละ ๒ ครั้ง ในการเทศน์ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ แต่ละครั้งนั้น ทรงมีการเตรียมเป็นอย่างดี ซึ่งวิธีการดังกล่าวนี้ก็ทรง ได้แบบอย่างมาจากสมเด็จพระสังฆราชเจ้า ฯ ผู้ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ กล่าวคือ ก่อนวันที่จะทรงเทศน์ ทรงพิจารณาเลือกหัวข้อธรรม จากพระไตรปิฏกกว่า จะทรงเทศน์เรื่องอะไร แล้วทรงจดบันทึก หัวข้อธรรมหรือพุทธภาษิต บทนั้นมาทบทวนจนขึ้นใจ
                                                                                        
หลังทำวัตรสวดมนต์ก่อน ที่จะเข้าจำวัดในคืนวันนั้น ก็จะทรงนำเอาหัวข้อ ธรรม ที่ทรงเตรียมไว้นั้นมาไตร่ตรองว่า ธรรมแต่ละข้อมีความหมายว่าอย่างไร มีกระบวนธรรมอย่างไร มีความเกี่ยวโยงกันอย่างไร จนเข้าใจแจ่มแจ้งในพระทัยตั้งแต่ต้นจนจบ เท่ากับทรงลองเทศน์ให้พระองค์เองฟังก่อน แล้ว จึงทรงนำไปเทศน์ให้คนอื่นฟังต่อไป เพราะฉะนั้น การเทศน์หรือการแสดงธรรมของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ แต่ละครั้งจึงมีความแจ่มแจ้งชัดเจน มีความกระชับทั้งในภาษาและเนื้อความ คนที่เคยฟังเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ เทศน์ มักกล่าวตรงกันว๋าเจ้า พระคุณสมเด็จ ฯ นั้นพูดเหมือนเขียน และเนื่องจากเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเทศน์จากความคิด ลีลาการเทศน์ของพระองค์ จึงต่างจากพระเถระอื่น ๆ คือ พูดช้า ๆ เป็นวรรคเป็นตอน เหมือนกับทรงทิ้งช่วงให้คนฟังคิดตามกระแสธรรมที่ทรงแสดงคนที่ฟังเทศน์ของ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ อาจจะรู้สึกไม่สนุกเพลิดเพลิน แต่รู้สึกว่าได้คิด  พร้อมทั้งอาจจะได้ฟังสิ่งที่แปลกใหม่         จากที่เคยฟังมา
หน้าที่ทางการศึกษาที่เป็นส่วนของคณะสงฆ์ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ก็ได้เริ่มมีส่วนร่วมและรับภาระหน้าที่ต่าง ๆ มาตั้งแต่ยังเป็นพระเปรียญ ดังกล่าวมาในตอนต้น กล่าวคือ
พ.ศ.๒๔๘๘ คณะธรรมยุต โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ขณะทรงดำรงพระสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช เจ้าคณะใหญ่ คณะธรรมยุตและนายกกรรมการมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ตั้งมหาวิทยาลัย พระพุทธศาสนาแห่งแรกในประเทศไทยขึ้น เรียกว่า “สภาการศึกษาของมหามกุฎราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย” (ปัจจุบันเรียกว่า มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย) เมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม

พ.ศ.๒๔๘๘ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นพระเปรียญ เป็นผู้มีส่วนร่วมในการดำเนินการก่อตั้งด้วยรูปหนึ่งร่วมกับพระเถระธรรมยุต อื่น ๆ อีกหลายรูป และทรงได้รับแต่งตั้ง เป็นกรรมการสภา
การศึกษามหามกุฎ ราชวิทยาลัย ชุดแรกด้วย มีหน้าที่กำกับดูแล การจัดการศึกษาองมหาวิทยาลัย พระพุทธศาสนาแห่งนี้ให้เป็น ไปด้วยความเรียนร้อย และต่อมา ก็ได้ทรงเป็นอาจารย์บรรยายวิชาพระสูตรหรือพระสุตตันตปิฎกด้วย
พ.ศ.๒๕๐๔ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ ที่พระสาสนโสภณทรงเป็นประธานกรรมการสภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัยและทรง เป็นผู้อำนวยการมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัยในพระบรมราชู-ปถัมภ์ ซึ่งเป็นองค์กรเพื่อส่งเสริมพระพุทธศาสนา ทั้งในด้านการศึกษาและการเผยแผ่  
พ.ศ.๒๕๐๙ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่พระสาสนโสภณทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการฝึกอบรมพระ ธรรมทูตไปต่างประเทศ ซึ่งกรมการศาสนาจัดตั้งขึ้นโดยความเห็นชอบของ มหาเถรสมาคม ในความอุปถัมภ์ของรัฐบาลเป็นสภาบันฝึกอบรมวิชาการชั้นสูงสำหรับพระสงฆ์ที่จะ ออกไปปฏิบัติหน้าที่เป็น พระธรรมทูตเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศ
ในระหว่างที่ทรงเป็นประะานกรรมการอำนวยการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ นั้น เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเห็นความสำคัญของการจัดการศึกษาชั้นสูงให้แก่พระสงฆ์เพราะจะเป็น ประโยชน์ต่อการสั่งสอนและเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จึงได้ทรงเสนอแนวพระดำริต่อคณะกรรมการอำนวยการ ฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องให้มีการจัดการ ศึกษาระดับปริญญาโทขึ้นในมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง คือมหามกุฎราชวิทยาลัย ในวัดบวรนิเวศวิหาร และมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ในวัดมหาธาตุ โดยบรรจุหลักสูตร พระธรรมทูตไปต่างประเทศไว้เป็นส่วนหนึ่ง ของปริญญาโทดังกล่าวนั้นด้วย พระดำริดังกล่าว ได้รับการพิจารณาจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี และได้มีการร่างโครงการ ศึกษาขั้นปริญญาโท ของคณะสงฆ์ขึ้น แต่โครงการดังกล่าวก็หยุดชะงักไป เพราะความไม่พร้อมในหลาย ๆ ด้านของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง กระทั่งอีก ๒๐ ปีต่อมา พระดำริของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ดังกล่าวนั้นจึงได้รับการสานต่อ โดยมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสอง แห่งได้เปิดหลักสูตรปริญญาโท สำหรับพระสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๐
 
                                                       
              
ในระหว่างที่ทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศ เช่นกัน เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้ทรงเสนอมหาเถรสมาคมให้รับรองมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง คือมหามกุฎราชวิทยาลัย และมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เป็นการศึกษาของคณะสงฆ์เพราะในช่วงเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง มีสถานะเสมือนสถาบันการศึกษา ที่ดำเนินการโดยเอกชนโดยคณะสงฆ์ไม่ได้รับรอง ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้งสองแห่งเป็นอันมาก ผลจากข้อเสนอของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ดังกล่าว มหาเถรสมาคมจึงได้พิจารณา และให้การรับรองมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง “เป็นการ ศึกษาของคณะสงฆ์” เมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๒ และได้มีการตั้งสภาการศึกษา ของคณะสงฆ์ขึ้น ในศกเดียวกันเพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับส่งเสริมควบมนโยบาย การศึกษาทั้งปวงในฝ่ายสังฆมณฑลและสำหรับประสานงานระบบการศึกษาทุกสาขาของคณะ สงฆ์
  • พ.ศ.๒๕๑๒ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ ทรงเป็นกรรมการผู้ทรง คุณวุฒิโครงการ จัดตั้งโรงเรียนพระสังฆาธิการส่วนกลาง
  • พ.ศ.๒๕๑๕ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวร ทรงเป็นประธานกรรมการบริหารงานของสภาการศึกษาของคณะสงฆ์เป็นรองประธาน กรรมการและผู้อำนวยการโรงเรียนพระสังฆาธิการคณะธรรมยุต
  • พ.ศ.๒๕๑๖ ทรงเป็นประธานอนุกรรมการพิจาณาปรับปรุงหลักสูตรศาสนศึกษาของคณะสงฆ์
  • พ.ศ.๒๕๑๘ ทรงเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนครูปริยัติธรรมคณะธรรมยุต
  • พ.ศ.๒๕๓๑ ทรงเป็นนายกสภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย (ปัจจุบันเรียกว่านายกสภา- มหาวิทยาลัย มหามกุฎราชวิทยาลัย) ทรงเป็นนายกกรรมการมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ในฐานะนายกกรรมการมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ได้ทรงอำนวยการให้เกิดผลงานอัน เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาพระพุทธศาสนาขึ้นหลายอย่าง กล่าวคือ
(๑) โปรดให้มีการแปลตำรานักธรรมชั้นตรี ชั้นโท และชั้นเอก ซึ่งเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานของคณะสงฆไ์ทย เปน็ ภาษาอังกฤษ ทั้งนี้เพื่อเปน็ อุปกรณใ์นการศึกษาพระพุทธศาสนาของภิกษุสามเณรชาวต่างประเทศที่เข้ามาบวช ศึกษาอยู่ในประเทศไทย ตลอดถึงเป็นการ เอื้อประโยชน์ต่อชาวต่างประเทศทั่วไปที่สนใจศึกษาพระพุทธศาสนาด้วย ทั้งเป็นการเผยแพร่ผลงาน ของบูรพาจารย์ที่เป็นนักปราชญ์ทางพระพุทธศาสนาของไทยให้เป็นที่แพร่หลายไป ยังนานาประเทศด้วย
(๒) โปรดให้มีการแปลพระไตรปิฎกพร้อมทั้งอรรถกถาเป็นภาษาไทย การแปลพระไตรปิฎกเป็นภาษาไทย ได้มีการแปลมาแต่ครั้งรัชกาลที่ ๘ ในสมัยสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทโว) วัดสุทัศน์เทพวราราม และได้จัดพิมพ์ขึ้นครั้งแรกคราวงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ พ.ศ.๒๕๐๐ แต่พระไตรปิฎกแปลครั้งนั้น ยังไม่มีการแปลอรรถกถา ซึ่งเป็นคำอธิบายพระไตรปิฎกควบคู่กันไปด้วย ในครั้งนี้ จึงโปรดให้แปลคัมภีร์อรรถกถา ซึ่งเป็นคัมภีร์คู่กับพระไตรปิฎก และพิมพ์คู่กับ พระไตรปิฎกด้วยฉะนั้น พระไตรปิฎกแปลฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัยจึงแปลกกว่าพระไตรปิฎกฉบับที่เคยแปลมา แต่ก่อนเพราะมีอรรถกถา (คำอธิบาย)พิมพ์ควบคู่กันไปด้วย พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัยดังกล่าวนี้จึงมีจำนวนถึง ๙๑ เล่ม (พระไตรปิฎก ๔๕ เล่มรวมกับอรรถกถาด้วย เป็น ๙๑ เล่ม) การที่ได้แปลคัมภีร์อรรถกถา ออกเป็นภาษาไทยด้วยนั้น นับเป็นประโยชน์ต่อการ ศึกษาพระไตรปิฎกเป็นอย่างมาก เพราะเนื้อหา และเรื่องราวบางอย่างของพระพุทธศาสนาที่ไม่มีปรากฏในพระไตรปิฎกนั้น มักมีปรากฏอยู่ใน คัมภีร์อรรถกถา คัมภีร์ทั้งสองจึงเป็นคัมภีร์สำคัญคัมภีร์หลักของพระพุทธศาสนา การแปลคัมภีร์ สำคัญทั้งสองเป็นภาษาไทย จึงเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก
พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปลฉบับดังกล่าว มหามกุฎราชวิทยาลัยได้จัดพิมพ์เนื่องใน โอกาสครบ ๒๐๐ ปีแห่งพระราชาวงศ์จักรี กรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อพ.ศ.๒๕๒๕ เป็นครั้งแรก
(๓) โปรดให้มีแผนกหนังสือพระพุทธศาสนาภาษาต่างประเทศขึ้นในมหามกุฎราชวิทยาลัย สำหรับเป็นศูนย์ตำรับตำราและหนังสือทางพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้สนใจที่จะศึกษาพระพุทธศาสนาในภาษาต่าง ประเทศ ทั้งที่เป็นชาวไทยและชาวต่างประเทศกล่าวได้ว่า เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเป็นพระมหาเถระที่ทรงมีวิสัยทัศน์ทางการศึกษา พร้อมทั้งทรงสนับสนุนการพัฒนาด้านการศึกษาของคณะสงฆ์ ทั้งทางปริยัติและทางปฏิบัติมา อย่างต่อเนื่องนอกจากการศึกษาของภิกษุสามเณร หรือการศึกษาของคณะสงฆ์แล้ว เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯยังมีส่วนในการสร้างสรรค์วิชาการในสถาบันการศึกษาของบ้านเมืองอีกด้วย กล่าวคือ พ.ศ.๒๕๑๔ ทรงได้รับอาราธนาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ให้ทรงเป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชา พื้นฐานอารยธรรมไทยร่วมกับ ม.ร.ว.ศึกฤทธิ์ ปราโมช โดยทรงบรรยายเรื่อง พระพุทธศาสนากับสังคมไทย เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จึงทรงเป็นพระเถระรูปแรกที่ได้รับอาราธนาให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาเกี่ยว กับพระพุทธศาสนา ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ซึ่งในขณะนั้น การเรียนการสอนวิชาเกี่ยวกับ พระพุทธศาสนา ในมหาวิทยาลัยยังไม่เป็นที่แพร่หลาย
พ.ศ.๒๕๑๙ ทรงได้รับอาราธนาจากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาสมถะและวิปัสสนา แก่นิสิตภาควิชาปรัชญาและศาสนา ซึ่งเป็นวิชาบังคับสำหรับสิตชั้นปีที่ ๔ วัตถุประสงค์สำคัญของวิชานี้ คือมุ่งให้นิสิตได้เรียนรู้ พระพุทธศาสนาทั้งภาคปริยัติ (ภาคทฤษฎี) และภาคปฏิบัติ โดยมุ่งเน้นให้นิสิตได้รับการฝึกปฏิบัติสมาธิ อันจะเป็นผลดีต่อการปลูกฝังจริยธรรมคุณธรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงเป็นมหาวิทยาลัยแรกที่บรรจุวิชาสมาธิและ วิปัสสนา(ปัจจุบันเรียกว่าวิชาการกสมาธิตามแนวพุทธศาสนา) ไว้ในหลักสูตรการศึกษารวมทั้งวิชาทางพระ
พุทธศาสนาอื่น ๆ อีกหลายรายวิชา เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ก็ทรงเป็นพระมหาเถระรูปแรกที่เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาสมถะและวิปัสสนา ในมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ซึ่งทรงสอนต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี จึงมีพระเถระรูปอื่นมาสอนแทน

ผลงานอันดับแรกของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ที่นับว่าทรงคุณค่า ในด้านการศึกษา ก็คือผลงานอันเป็นบทพระนิพนธ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเรื่องต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่เป็น จำนวนมาก พระนิพนธ์เหล่านี้ให้ความรู้เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธศาสนาทั้งภาคปริยัติ (ภาคทฤษฎี) และภาคปฏิบัติ และให้ความรู้เกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธศาสนาตั้งแต่ระดับต้น ๆ จนถึงคำสอนชั้นสูง กล่าวคือ

พระนิพนธ์ที่อธิบายพระพุทธศาสนาอย่างง่าย เหมาะแก่เยาวชนหรือผู้เริ่มศึกษา พระพุทธศาสนาทั่วไป ก็เช่นเรื่อง หลักพระพุทธศาสนา เป็นการอธิบายพระพุทธศาสนา ประยุกต์กับชีวิตประจำวัน ประยุกต์กับเหตุการณ์และความรู้สมัยใหม่ ซึ่งง่ายต่อการทำ ความเข้าใจและนำไปปฏิบัติในชีวิตจริง
พระนิพนธ์ที่อธิบายพระพุทธศาสนาในระดับปานกลาง เหมาะแก่ผู้ใฝ่ศึกษาหรือประสงค์แสวงหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องพระพุทธ ศาสนาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็เช่นเรื่อง ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า เรื่องลักษณะพระพุทธศาสนา เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องคำสอนทั่วไปของพระพุทธศาสนาเป็นการอธิบายพระพุทธศาสนาในเชิง วิชาการ คือแสดงความเป็นเหตุเป็นผล (หรือที่นิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า เหตุผล) แสดงความสัมพันธ์โยงใยกันระหว่างองค์ธรรม เป็นต้น
พระนิพนธ์ที่อธิบายพระพุทธศาสนาในระดับสูง เหมาะแก่ผู้ต้องการศึกษาคำสอนขั้นสูง ของพระพุทธศาสนา ต้องการความรู้ความเข้าใจในคำสอนของ พระพุทธศาสนาอย่างละเอียด ถี่ถ้วนยิ่งขึ้น ก็เช่นเรื่อง สัมมาทิฏฐิโสฬสปัญหา เป็นต้น ซึ่งเป็นการอธิบายคำสอนขั้นสูง ของพระพุทธศาสนาในเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ ตามแนวของหลักฐานในพระคัมภีร์ประกอบ กับการพิจารณาไตร่ตรองด้วยพระปรีชาส่วนพระองค์ ในลักษณะที่พระพุทธศาสนาเรียกว่า “ธัมมวิจยะ” หรือการวิจัยธรรม ผู้ที่อ่านหรือศึกษาพระนิพนธ์ประเภทนี้ จะต้องอ่านด้วยความไตร่ตรอง จึงจะได้รับอรรถรสของธรรมที่ทรงนำมาอธิบายนั้น
พระนิพนธ์อีกลักษณะหนึ่งที่นับว่ามีคุณค่าในด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก ก็คือพระนิพนธ์เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเชิงปฏิบัติ หรือว่าเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา ได้แก่เรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิกรรมฐาน ซึ่งเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้นิพนธ์ไว้จำนวนมากเช่นกัน การอธิบายธรรมภาคปฏิบัติหรือการอธิบายเรื่องของการปฏิบัติธรรมนั้น นับว่ายาก ยิ่งเป็นการปฏิบัติธรรมชั้นสูง ก็ยิ่งยากแก่การอธิบาย ฉะนั้น ผู้ที่จะสามารถอธิบายธรรมภาคปฏิบัติได้ดีจึงต้องเป็นผู้ปฏิบัติธรรมหรือมี ประสบการณ์ในธรรมมาด้วยตนเอง เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเป็นทั้งนักปริยัติ (คือสำเร็จภูมิเปรียญธรรม ๙ ประโยค) และทรงเป็นทั้งนักปฏิบัติ (คือทรงปฏิบัติสมาธิกรรมฐานต่อเนื่องมาโดยตลอด) จึงทรงสามารถอธิบายธรรมภาคปฏิบัติได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน ทรงนำความรู้เชิงปริยัติและกระสบการณ์ทางปฏิบัติมาประยุกต์อธิบายให้ผู้ อ่าน/ผู้ฟังเข้าใจในธรรมปฏิบัติเรื่องนั้น ๆ ได้ง่ายขึ้น พระนิพนธ์ประเภทนี้ก็เช่นเรื่อง แนวปฏิบัติในสติปัฎฐาน การปฏิบัติทางจิต ธรรมกถาในการปฏิบัติอบรมจิต เป็นต้น พระนิพนธ์เหล่านี้จึงนับว่าทรงคุณค่าสำหรับการศึกษาพระพุทธศาสนาภาคปฏิบัติ

                                               

 
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ก็ได้ให้หลักในการศึกษาพระพุทธศาสนา ภาคปฏิบัติไว้ว่า “อธิบาย ทั้งปวงก็เพื่อนำธรรมเข้าสู่จิตและปัญญา ได้ฟังได้อ่านแล้วก็ให้ทิ้ง ๆ ไปเสีย กำหนดไว้แต่ตัวธรรมแท้ ๆ จะไม่มีหนักสมอง ตัวธรรมนี้อยู่ในความเข้าใจความจริง อาจอธิบายไม่ได้เพราะไม่มีภาษาจะอธิบาย”
ผลงานด้านพระนิพนธ์ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ายิ่งในด้านการศึกษา พระพุทธศาสนา ทั้งในด้านปริยัติและในด้านปฏิบัติ
ผลงานของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งนับว่ามีคุณค่ายิ่งต่อการศึกษาของคณะสงฆ์ นั่นคือ พระดำริเกี่ยวกับการศึกษาระดับอุดมศึกษาของคณะสงฆ์ หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า มหาวิทยาลัยสงฆ์ แต่เดิมมา คณะสงฆ์โดยส่วนรวมยังมีท่าทีต่อการศึกษาของมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งในทาง ลบ เพราะเห็นว่าเป็นการส่งเสริมให้พระภิกษุสามเณรศึกษาเล่าเรียนวิชาการทางโลก มากเกินไป ซึ่งไม่น่าจะเป็นผลดีต่อการปฏิบัติศาสนกิจของพระสงฆ์ ฉะนั้น มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่ง จึงไม่ได้รับการรับรองและไม่ได้รับการสนับสนุนจากคณะสงฆ์อย่างเป็นทางการ ตลอดมา เป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งไม่อาจจะพัฒนาตนเองให้รุดหน้าไปได้ ทั้งในทางวิชาการ และในทางบริหาร แต่ด้วยพระดำริและแรงผลักดันของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ดังกล่าวมาแล้วในตอนต้น จึงทำให้มหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสองแห่งได้รับการรับรองเป็น “การศึกษาของคณะสงฆ์” เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.๒๕๑๒ ยังผลให้ทางราชการรับรองวิทยฐานะของผู้สำเร็จ การศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงฆ์ ทั้งสองแห่งเป็นครั้งแรกในเวลาต่อมา (คือ พ.ศ.๒๕๒๗) และต่อมามหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้งสอง แห่งก็ได้พัฒนาวิชาการให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง คือได้เปิดหลักสูตรปริญญาโทขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๐