คุณค่าในทางวิชาการ

 
บทพระนิพนธ์ทางพระพุทธศาสนาของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทุกเรื่อง ล้วนทรงคุณค่าในเชิงวิชาการ เพราะการอธิบายคำสอนของพระพุทธศาสนาใน แต่ละเรื่องแต่ละประเด็นนั้น เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงใช้การวิเคราะห์วิจารณ์อย่างน่าสนใจยิ่ง เช่น ทรงวิเคราะห์คำว่า สัจจะ ธรรม ศาสนา ปัญญา เป็นต้น ทั้งในเชิงพยัญชนะและในเชิงความหมาย ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ละเอียดและกว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งการวิเคราะห์ในหลาย ๆ เรื่องของพระองค์ แสดงให้เห็นถึงพระทรรศนะและมุมมองของพระองค์ที่แตกต่างไปจากคนอื่น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลจากการทรงศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างทั่วถึง ลึกซึ้ง ประกอบกับการทรงใช้วิจารณญาณทั้งเชิงปริยัติและเชิง ปฏิบัติตรวจสอบเทียบเคียงกัน จึงทำให้ธรรมาธิบายของพระองค์มีความแจ่มแจ้ง กะทัดรัด และเข้าใจง่าย
ผลงานอันเป็นบทพระนิพนธ์เกี่ยวกับคำสอนในพระพุทธศาสนาของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ที่ทรงคุณค่าในทางวิชาการ เป็นต้นว่า เรื่องลักษณะพระพุทธศาสนา, สัมมาทิฏฐิ, โสฬสปัญหา, ทศบารมี ทศพิธราชธรรม, ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า พระนิพนธ์เหล่านี้ล้วนแสดงคำสอนชั้นสูงของ พระพุทธศาสนา ซึ่งเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้ทรงนำมาอธิบายเชิงวิเคราะห์ เสมือนปอกเปลือกให้เราดูทีละชั้นๆ จากชั้นนอกเข้าไปหาชั้นใน ทำให้เรามองเห็นอรรถหรือความหมายของธรรมที่พระพุทธศาสนา สอนทีละชั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง จนสามารถสร้างความเข้าใจในธรรมนั้น ๆ ได้ด้วยปัญญาของตนเอง
นอกจากนี้ แนวการวิเคราะห์หรือแนวการอธิบายที่ปรากฏอยู่ในบทพระนิพนธ์เรื่องต่าง ๆ ของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ นั้น ยังเป็นการให้แนวในการวิเคราะห์ธรรมหรืออธิบายธรรม เพื่อความ เข้าใจง่าย ทั้งในเชิงทฤษฎีและในเชิงปฏิบัติด้วย ผู้ที่มีแนวหรือมีหลักในการวิเคราะห์ธรรม อย่างถูกต้อง ย่อมจะก่อให้เกิดความเข้าใจในคำสอนของพระพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้อง หากตรงกันข้าม ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนาผิดพลาดหรือไขว้เขว ฉะนั้น แนวหรือหลัก ในการวิเคราะห์ธรรม จึงเป็นเรื่องสำคัญในวิชาการทางพระพุทธศาสนาเรื่องหนึ่ง
                                                                                       
                                                                                       ลายพระหัตถ์ที่ทรงร่างบทความภาษาอังกฤษ   
เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเป็นผู้ใคร่การศึกษา ฉะนั้น นอกจากจะทรงศึกษาพระปริยัติธรรมคือศึกษาภาษาบาลี ตามประเพณีนิยมทางพระพุทธศาสนาแล้ว พระองค์ยังสนพระทัยศึกษาภาษาต่างๆอีกมากสุดแต่จะมีโอกาสให้ทรงศึกษาได้ เช่น ทรงศึกษาภาษาสันสกฤต ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาจีน แต่ส่วนใหญ่โอกาสไม่อำนวยให้ทรงศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง การศึกษา ภาษาต่าง ๆ ของพระองค์จึงต้องเลิกราไปในที่สุด คงมีแต่ภาษาอังกฤษที่ทรงศึกษาต่อเนื่อง มาจนทรงสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งในการพูด การอ่าน และการเขียน และจากความรู้ ภาษาอังกฤษนี้เองที่เป็นหน้าต่างให้พระองค์ทรงมองเห็นโลกทางวิชาการได้กว้าง ขวางยิ่งขึ้น ไม่จำกัด อยู่เฉพาะโลกทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น เพราะฉะนั้น บทพระนิพนธ์ทางพระพุทธศาสนาของพระองค์ นอกจากจะแสดงให้เห็นถึงความรอบรู้ทางปริยัติและความลึกซึ้งทางปฏิบัติแล้ว บางครั้งพระองค์ก็ ยังทรงนำเอาความรู้สมัยใหม่ด้านต่าง ๆ มาประยุกต์ในการอธิบายพระพุทธศาสนาให้คนร่วม สมัยเข้าใจความหมาย และประเด็นความคิดทางพระพุทธศาสนาได้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเริ่มสร้างผลงานทางวิชาการมาตั้งแต่ยังทรงเป็นพระเปรียญ โดยการทรงนิพนธ์เรื่องทางพระพุทธศาสนาในลักษณะต่าง ๆ ลงพิมพ์เผยแพร่ในนิตยสารธรรมจักษุซึ่งเป็นนิตยสารเผยแผ่พระพุทธศาสนา ของมูลนิธิมหามกุฎราชวิทยาลัย ในพระ บรมราชูปถัมภ์บ้าง ตีพิมพ์เผยแพร่ในโอกาสต่าง
ต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน ฉะนั้น ผลงานวิชาการด้านพระพุทธศาสนาของพระองค์จึงมี เป็นจำนวนมากไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เรื่อง พระนิพนธ์เรื่องสำคัญที่ควรกล่าวถึงในที่นี้ มีดังนี้
                                                                
                                                                                         
(๑)      หลักพระพุทธศาสนา พระนิพนธ์เรื่องนี้ทรงนิพนธ์เมื่อพ.ศ.๒๕๐๒ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระธรรมวราภรณ์ ในชั้นต้นทรงนิพนธ์เป็นกัณฑ์เทศน์สำหรับ เทศน์สอนนักเรียนนักศึกษา ต่อมาทรงปรับปรุงเป็นความเรียงเพื่อสะดวกแก่การอ่าน ศึกษาของผู้สนใจทั่วไปพระนิพนธ์เรื่องนี้ แม้ว่าชั้นต้นจะทรงมุ่งสำหรับสอนหรืออธิบายพระพุทธศาสนา แก่นักเรียนนักศึกษา แต่เนื้อหาเป็นเรื่องที่สามารถใช้เป็นคู่มือศึกษาพระพุทธศาสนาสำหรับคน ทั่วไปได้ทุกระดับ พระนิพนธ์เรื่องนี้ให้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาตั้งแต่ชั้นต้นไปจนถึง ชั้นสูงสุด ประกอบด้วยหลักธรรมคำสอนที่สำคัญ ๆ ที่คนทั่วไปควรรู้ และพอเพียงแก่การที่จะทำให้รู้จัก พระพุทธศาสนาและพอเพียงแก่การที่จะนำไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน นอกจากความรู้เกี่ยวกับ พระพุทธศาสนาแล้วยังให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของศาสนาทั่ว ๆ ไปที่ควรรู้ด้วยลักษณะเด่นของพระนิพนธ์เรื่องนี้ คือทรงใช้ภาษาง่าย ๆ สละสลวย ทรงยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวหรือที่เป็นเรื่องในประสบการณ์ของคนทั่วไปมาประกอบ การอธิบาย และบางเรื่องก็ทรงนำ เอาทฤษฎีหรือความรู้สมัยใหม่มาเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่ายยิ่งขึ้น
                                                                                         
(๒)     ๔๕ พรรษาของพระพุทธเจ้า พระนิพนธ์เรื่องนี้ทรงเริ่มนิพนธ์เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๔ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระสาสนโสภณ พระนิพนธ์เรื่องนี้มุ่งแสดงคำสอนของพระพุทธศาสนา ไปตามลำดับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในพุทธประวัติ เป็นทำนองเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในพระประวัติของพระพุทธเจ้าไปตามลำดับปี นับแต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเริ่มประกาศสั่งสอน พระพุทธศาสนาไปจนถึงปีสุดท้ายแห่งพระชนมชีพของพระพุทธเจ้า แต่เนื่องจากเรื่องราว ในพุทธประวัตินั้นตามที่ปรากฏในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะคัมภีร์พระไตรปิฎก ไม่ได้กล่าวไว้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งไม่ได้ลำดับกาลเวลาของเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน ฉะนั้น จึงเป็นการยากที่จะเล่าเรื่อง พุทธประวัติตั้งแต่ต้นจนไปตามลำดับกาลได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วในพระนิพนธ์เรื่องนี้ พระองค์จึงทรงมุ่งแสดงคำสอนของพระพุทธศาสนา เพื่อความรู้เข้าใจในธรรมเป็นหลักโดยมีเรื่องราวทางพุทธประวัติเท่าที่ปรากฏ หลักฐานหรือ ตามที่ทรงสันนิษฐานได้จากคัมภีร์นั้น ๆ มาเป็นส่วนประกอบเพื่อช่วยให้เข้าใจความเป็นมาและ ความหมายของพระธรรมคำสอนเรื่องนั้น ๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเท่านั้น มิได้ทรงมุ่งแสดงรายละเอียด ทางพุทธประวัติโดยตรงแต่งถึงกระนั้น พระนิพนธ์เรื่องนี้ก็นับได้ว่าเป็นการเรียบเรียง พุทธประวัติแนวใหม่อีกแบบหนึ่งที่ไม่ซ้ำแบบใครลักษณะเด่นของพระนิพนธ์เรื่อง นี้ก็คือ เป็นเรื่องที่ให้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา อย่างกว้างขวาง ทั้งในแง่พุทธประวัติและในแง่พระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา เพราะ ได้ทรงประมวลเอาความรู้และเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ทั้งจากคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถาและปกรณ์วิเสสต่าง ๆ รวมทั้งจากตำราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้น ๆ มารวม ไว้อย่างพิสดารตลอดถึงเรื่องราวจากคัมภีร์ฝ่ายมหายานที่น่าสังเกตศึกษา ก็ได้ทรงประมวลมา ไว้เพื่อการศึกษาเปรียบเทียบด้วย พระนิพนธ์เรื่องนี้จึงให้ความรู้เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในหลายด้านแต่น่า เสียดายว่า พระนิพนธ์เรื่องนี้ทรงนิพนธ์ไว้ยังไม่จบสมบูรณ์
(๓)      โสฬสปัญหา พระนิพนธ์เรื่องนี้ ในชั้นต้นทรงเตรียมสำหรับเป็นคำสอนพระใหม่และได้ทรงบรรยายเป็นธรรมศึกษาแก่ พระใหม่ (พระนวกะ) ในพรรษกาล พ.ศ. ๒๕๒๔ ตั้งแต่ต้นจนจบบริบูรณ์โสฬสปัญหา (คือปัญหา ๑๖ ข้อ) พร้อมทั้งคำพยากรณ์คือคำกล่าวแก้นั้น เป็นธรรมชั้นสูงในพระพุทธศาสนา มีความละเอียดลึกซึ้งทั้งในด้านอรรถะ คือความหามาย ทั้งในด้านพยัญชนะ คือถ้อยคำสำนวน ผู้ที่ใคร่รู้พระพุทธศาสนาควรจัก ได้ศึกษาและพิจารณาไตร่ตรอง อย่างรอบคอบ และเมื่อได้พิจารณาไตร่ตรองจนเกิดความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ก็จะทำให้เห็นความละเอียดลึกซึ้งของพระพุทธศาสนาคือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันส่องแสดงให้เห็นถึงความสุขุมลุ่มลึกแห่งพระปรีชาญาณของพระพุทธเจ้า การศึกษาเรื่องนี้ นอกจากจะช่วยให้ได้รับความรู้ความเข้าใจพระพุทธศาสนาลึกซึ้งกว้างขวางยิ่ง ขึ้นแล้ว ยังช่วยเสริมศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนาและในพระรัตนตรัยให้มั่นคงและ บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นด้วย อันจะยังผลให้เกิดการน้อมนำธรรมเหล่านั้นมาประพฤติปฏิบัติตามความสามารถของ ตนต่อไปเรื่องโสฬสปัญหานี้ เป็นการแสดงหรืออธิบายธรรมที่ปรากฏอยู่ในปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้นไปตามอรรถะและพยัญชนะแห่งบทธรรม ประกอบกับคำอธิบายในคัมภีร์อรรถกถา และความสันนิษฐานส่วนพระองค์ ทั้งนี้ก็โดยที่พระองค์ทรงเห็นว่าธรรมบรรยายหรือการ อธิบายธรรมนั้น เป็นเพียงเครื่องมือประกอบการศึกษาธรรม เพื่อที่ผู้ศึกษาจะได้อาศัยเป็นแนว ในการพิจารณาไตร่ตรองธรรมจะกระทั่งเกิดความเห็นแจ้งประจักษ์ธรรมนั้น ๆ แก่ใจตนด้วยตนเอง เพราะผู้ศึกษาธรรมในพระพุทธศาสนานั้น ควรจักได้พิจารณาไตร่ตรองด้วยปัญญาอันชอบให้ เห็นจริงแก่ใจตน ไม่ควรเอาแต่เชื่อดายไปตามที่ได้ยินได้ฟัง ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ ในกาลามสูตรเป็นตัวอย่าง เพราะเพียงแต่เชื่อไม่พิจารณานั้นอาจจะไม่ได้ความรู้ธรรม ทั้งไม่ทำให้ได้ซาบซึ้งในรสแห่งธรรมด้วยลักษณะเด่นของพระนิพนธ์เรื่องนี้ก็ คือ แสดงให้เห็นถึงแนวการวิเคราะห์หรือวิจารณ์ ธรรมขององค์ผู้นิพนธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิเคราะห์หรือวิจารณ์ธรรมชั้นสูง นั้นมิใช่ เรื่องที่ทำได้ง่าย ผู้ที่จะสามารถวิเคราะห์หรือวิจารณ์ธรรมดังกล่าวได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจนนั้น จำต้องใช้ทั้งความรู้ ในทางปริยัติและประสบการณ์ในทางปฏิบัติประกอบกัน จึงจะเกิดการ สังเคราะห์เป็นความรู้ ความเข้าใจและถ่ายทอดไปยังบุคคลอื่นได้ตามวัตถุประสงค์หรือตรงตาม ความหมายของข้อธรรม นั้น ๆ
(๔)      ลักษณะพระพุทธศาสนา พระนิพนธ์เรื่องนี้ทรงเตรียมขึ้นสำหรับเป็นคำสอนพระใหม่และได้ทรงบรรยาย สอนพระใหม่ในพรรษกาล พ.ศ. ๒๕๒๖ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จ พระญาณสังวร พระนิพนธ์เรื่องนี้ได้ทรงแสดงให้เห็นถึงลักษณะของพระพุทธศาสนาในด้านต่าง ๆ คือในด้านความหมาย ในด้านการสอน ในด้านคำสอน ในด้านการปฏิบัติ และในด้านเป้า หมายของการปฏิบัติของพระพุทธศาสนา เนื้อหาของพระนิพนธ์เรื่องนี้ จึงเป็นการมองหรือเป็น การศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างรอบด้าน เพราะฉะนั้น พระนิพนธ์เรื่องนี้ จึงช่วยให้ผู้อ่าน หรือผู้ศึกษามองเห็นภาพของพระพุทธศาสนาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ช่วยให้ผู้ศึกษากล่าวถึงพระพุทธศาสนาได้ตรงประเด็นลักษณะเด่นของพระนิพนธ์ เรื่องนี้ก็คือ ทรงอธิบายไว้ในตอนต้นของเรื่องนี้ว่า สิ่งที่พระองค์ ทรงแสดงหรือทรงอธิบายไว้ในพระนิพนธ์เรื่องนี้ เป็นผลจากการศึกษาปฏิบัติเพ่งพิจารณา ของพระองค์เอง ฉะนั้น พระนิพนธ์เรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสะท้อนถึงความรู้ความเข้าใจของพระองค์ ในเรื่องพระพุทธศาสนาว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสนใจยิ่ง
                                                                                     
(๕)   สัมมาทิฏฐิ ตามพระเถราธิบายของท่านพระสารีบุตรเถระ พระนิพนธ์เรื่องนี้ ทรงเตรียมขึ้นสำหรับเป็นคำสอนพระใหม่และทรงบรรยายสอนพระใหม่ในพรรษกาล พ.ศ.๒๕๒๗ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชปรารถถึงพระ นิพนธ์เรื่องนี้ว่า “พระธรรมเทศนา ชุดนี้ นอกจากแสดงข้อธรรมสำคัญ ๆ อันเป็นแก่นคำสอนของพระพุทธศาสนาแล้ว ยังแสดงให้ประจักษ์ถึงปรีชาญาณอันกว้างขวางล้ำลึกของพระสารีบุตรเถระในการ อธิบายธรรมนี้อีกประการหนึ่ง และประการที่สามสมเด็จพระญาณสังวร (สุวฑฺฒนมหาเถระ) ได้นำพระเถราธิบายแห่งพระอัครสาวก องค์นั้นมาอธิบายถ่ายทอดเพิ่มเติมให้พอเหมาะพอดีแก่ความรู้ความคิดของคนใน ยุคปัจจุบันให้เข้าใจได้ โดยสะดวก และแจ่มแจ้ง” ด้วยพระราชปรารภดังกล่าวแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จัดพิมพ์ขึ้นสำหรับพระราชทานในงานฉลองพระชนมายุ ๖ รอบของเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นครั้งแรก ต่อมาทรงมีพระราชปรารภว่า เรื่องสัมมาทิฏฐิ ที่จัดพิมพ์ขึ้นในครั้งนั้น ยังมีข้อพกพร่องอยู่หลายแห่ง จึงได้ทรงพระราชอุตสาหะ ตรวจทานต้นฉบับใหม่ด้วยพระองค์ เองตลอดทั้งเรื่อง แล้วพระราชทานมายังเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ เพื่อจัดพิมพ ์ขึ้นใหมอี่กครั้งหนึ่งจากพระราชปรารภดังกล่าวแล้ว ย่อมแสดงให้เห็นว่า พระนิพนธ์เรื่องสัมมาทิฏฐินี้มี ความสำคัญและมีคุณค่าควรแก่การศึกษาเพียงไรลักษณะเด่นของพระนิพนธ์เรื่องนี้ ก็คือ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้ทรงนำธรรมาธิบายของ พระสารีบุตรเถระ ซึ่งล้วนเป็นคำสอนที่สำคัญในพระพุทธศาสนา “มาอธิบายถ่ายทอดเพิ่มเติม ให้พอเหมาะพอดีแก่ความรู้ความคิดของคนในยุคปัจจุบันให้เข้าใจได้โดยสะดวกและแจ่มแจ้ง”
(๖) ทศบารมี ทศพิธราชธรรม พระนิพนธ์เรื่องนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ทรงเตรียม ขึ้นสำหรับเป็นคำสอนพระใหม่เช่นกัน และได้ทรงบรรยายสอนพระใหม่ ในพรรษกาล พ.ศ. ๒๕๓๐ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระญาณสังวรเนื้อหาของพระนิพนธ์เรื่องนี้ คือการอธิบายความหมายของธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา ๒ หมวด คือ คำสอนเรื่องทศบารมี และคำสอนเรื่องทศพิธราชธรรม โดยเจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ได้ทรงวิเคราะห์ให้เห็นว่า ธรรม๒ หมวดนี้ แม้จะดูว่าต่างกันแต่ความจริงมีความเกี่ยวโยงกัน กล่าวคือ ทศบารมีนั้น เป็นหลักปฏิบัติเพื่อผลสูงสุดในทางพุทธจักร คือการบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงสร้างสันติสุขให้แก่มวลมนุษยชาติ ส่วนทศพิธราชธรรมนั้น เป็นหลักปฏิบัติเพื่อผลสูงสุดในทางอาณาจักร คือการบรรลุถึงความเป็นพระธรรมจักรพรรดิ หรือพระจักรพรรดิผู้ทรงธรรมซึ่งจะเป็นผู้สร้างสันติสุขให้แก่มวลพสกนิกรของ พระองค์ทั่วราชอาณาเขต กล่าวสั้นก็คือทศบารมีนั้น เป็นหลักธรรมเพื่อความเป็นประมุขหรือผู้นำทางพุทธจักร ส่วน ทศพิธราชธรรมนั้นเป็นหลักธรรมเพื่อความเป็นประมุขหรือผุ้นำทางอาณาจักร นอกจากนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จ ฯ ยังทรงแสดงให้เห็นว่า ธรรมทั้ง๒ หมวดนี้มีเนื้อหาคล้ายคลึงกัน ที่แตกต่างกันไปบ้าง ก็เพราะมุ่งผลหรือมีเป้าหมายต่างกัน ทศบารมีมุ่งผลในทางธรรมหรือความพ้นโลก ส่วนทศพิธราชธรรมมุ่งผลในทางโลกหรือการอยู่ในโลกอย่างมีความสุข กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทศบารมีเป็นบารมีทางธรรม ส่วนทศพิธราชธรรมเป็นบารมีทางโลกธรรมทั้ง ๒ หมวดนี้ จึงเป็นบารมีธรรมด้วยกันลักษณะเด่นของพระนิพนธ์เรื่องนี้ก็คือ เป็นการวิเคราะห์ตีความธรรมสำคัญทาง พระพุทธศาสนาในเชิงประยุกต์และในเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งทำให้ได้ความรู้ความเข้าใจในคำสอนของ พระพุทธศาสนาในแง่มุมที่แตกต่างออกไปและกว้างขวางยิ่งขึ้น